น้ำ
Call Center : 02-599-0199
น้ำคือชีวิต
น้ำนั้นสำคัญไฉน

น้ำมีความสำคัญมากพอที่จะทำให้เราเสียชีวิตได้ถ้าร่างกายขาดน้ำมากกว่า 3 วัน เพราะน้ำเป็นตัวละลายที่ดีที่สุด
ในจำนวนของเหลวทั้งหมด ดังนั้นน้ำจึงเป็นสื่อที่ทำให้เกิดขบวนการทางเคมีต่างๆในร่างกายเพื่อเผาผลาญอาหารและ
ผลิตพลังงานสำหรับใช้ในร่างกาย น้ำจึงสามารถละลายสารอาหารต่างๆได้เกือบทุกประเภท เนื่องจากน้ำเป็นตัวละลายสารอาหารทุกชนิดในร่างกาย ดังนั้นถ้าปราศจากน้ำกระบวนการ ปฏิกิริยาทางเคมีนับพันในร่างกายก็จะหยุดชะงัก
โดยรวมถึง

  • การไหลเวียนของเลือด : ช่วยนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทุกเซลล์ในร่างกาย
  • การไหลเวียนของน้ำเหลือง : น้ำช่วยเอาอาหารและของเสียเข้า/ออกจากทุกเซลล์
  • การทำงานของไต : น้ำช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย
  • การทำงานของระบบการย่อย : น้ำช่วยทำให้เกิดขบวนการปฏิกิริยาทางเคมีในการย่อย
  • การทำงานของต่อมหมวกไต : น้ำช่วยการขนส่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตไปควบคุม การทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

น้ำในร่างการมนุษย์

ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยน้ำ 70% น้ำช่วยนำอาหารและสารอาหารอื่นๆไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุกเซลล์ในร่างกาย เลือด น้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลัง และส่วนอื่นๆของร่างกายที่เป็นของเหลว น้ำจะอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น ร่าง กายมนุษย์มีน้ำ 70%, กล้ามเนื้อมีน้ำ 90%, หมอนรองกระดูกมีน้ำ 80%, กระดูกมีน้ำ 13%, ฟันมีน้ำ 10 %

อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ

ร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 3 ส่วน และสารประกอบอื่นๆ อีก 1 ส่วนโดยแบ่งออกเป็นน้ำที่อยู่ในเซลล์ทั้งหมดของร่างกาย 50% น้ำที่เคลือบอยู่รอบๆ เซลล์ 20% และน้ำเลือดหรือพลาสมา 5% ถ้าคุณอยากให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ทำงาน ได้อย่างเต็มที่ต้องไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำโดยเด็ดขาด

ดื่มน้ำอย่างไรให้เพียงพอ

ตลอดระยะเวลาทั้งวันควรดื่มน้ำให้ได้ปริมาณมากไม่ใช่ดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะการที่มีน้ำเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปจะเกิดอันตรายได้ ถ้า คุณฝืนดื่มน้ำเข้าไปหรือการได้รับน้ำเข้าสู่กระแส เลือดเร็ว ๆ เช่นการให้น้ำเกลือ หรือการให้น้ำตาลกลูโคสทางหลอดเลือดดำ ถ้าไตไม่อาจขับ น้ำออกได้ทันหรือไตเสียสมรรถภาพในการขับปัสสาวะ น้ำจะค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่มีน้ำมากเกินไป เรียกว่า "ภาวะน้ำเกินหรือภาวะน้ำเป็นพิษ" ซึ่งจะมีลักษณะอาการบวมตามตัว ปวดศีรษะมือสั่นกระสับกระส่าย ซึม ชักกระตุก เนื่องจากสมองบวม เพราะมีน้ำคั่งในสมองและหมดสติในที่สุดทางที่ดีควรหันมาดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ ของร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม คือ 6 - 8 แก้ว / วัน

ผู้ที่ต้องการน้ำมากกว่าคนปกติ

คือ ผู้ที่ต้องสูญเสียน้ำในร่างกายมากในวันหนึ่งๆ เช่น นักกีฬา, ผู้ที่ต้องทำงานกลางแดด ต้องเสียเหงื่อจำนวนมาก
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักดื่มน้ำในเวลาที่คอแห้งและกระหายน้ำมากๆเท่านั้น ซึ่งเป็นการดื่มน้ำที่ไม่ถูกต้องและอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

สังเกตได้อย่างไรว่าร่างกายขาดน้ำ

น้ำช่วยขับของเสียออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะ อุจจาระ และเหงื่อ ดังนั้นถ้าดื่มน้ำน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นเวลานานร่างกายก็จะเป็นโรคขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) ร่างกายเราจะเกิดปัญหาสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บมากมายในแต่ละวันร่างกายต้องสูญเสียน้ำไปประมาณ 3.4 ลิตร ดังนั้นโอกาสที่ร่างกายจะขาดน้ำเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าร่างกายขาดน้ำโดยดู จากอาการต่างๆเหล่านี้

  • ผิวแห้งกร้าน : ผิวหนังของคนเราประกอบด้วย fiber ,collagen และ glycos-aminoglycans ซึ่งสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ปริมาณมาก ส่วนประกอบของ glycos-aminoglycans ยังทำหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิว ถ้าร่างกายขาดน้ำร่างกายจะดึงน้ำจากเนื้อเยื่อมาใช้เพื่อให้อวัยวะสำคัญๆยังคงทำงานได้เพราะผิวหนังห่อหุ้มทุกส่วน ของร่างกาย
    ผิวจึงเป็นส่วนสำคัญที่ถูกดึงน้ำออกมาใช้
  • ปากแห้ง : น้ำลายเกิดจากน้ำและ electrolytes ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ปากชุ่มยังทำหน้าที่ย่อยอาหารด้วย ร่างกายต้องผลิตน้ำลาย 0.5 -1.5 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าเมื่อไรคุณอยู่ในภาวะขาดน้ำ ร่างกายจะผลิตน้ำลายลดลงเพื่อรักษาการไหลเวียนของเลือด
  • ตะคริว : โดยเฉพาะนักกีฬามีโอกาสเกิดได้สูงเพราะการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดตะคริวได้บ่อยในฤดูร้อน เพราะการสูญเสียเกลือไปทางเหงื่อและภาวะน้ำร่างกายต่ำ
  • ความดันโลหิตต่ำ : เมื่อระดับน้ำในระบบไหลเวียนโลหิตลดลงจะส่งผลให้แรงดันในการไหลเวียนโลหิตลดลงด้วย จนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
  • ท้องผูก : เนื่องจากปริมาณน้ำในระบบโลหิตลดลง ร่างกายจะใช้ระบบป้องกันตนเองในภาวะฉุกเฉิน โดยการดึงน้ำจากทุกระบบรวมทั้งบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการท้องผูก
  • ปัสสาวะสีเข้ม : เนื่องจากความหนาแน่นของน้ำตาลและเกลือในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต่อมพิทูอิทารีตอบสนองโดยการผลิตฮอร์โมนยับยั้งการหลั่งปัสสาวะ เพราะการดึงน้ำจากปัสสาวะนับเป็นทางที่ง่ายที่สุด
  • กระหายน้ำ : อาการกระหายน้ำถูกควบคุมด้วยสมองส่วนหน้า เมื่อระดับน้ำในร่างกายต่ำลงระดับของ electrolyte จะสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุให้ สมองส่วนหน้าส่งสัญญาณให้ร่างกายเกิดความรู้สึกกระหายน้ำ
  • ปัสสาวะสีเข้ม : เนื่องจากความหนาแน่นของน้ำตาลและเกลือในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต่อมพิทูอิทารีตอบสนองโดยการผลิตฮอร์โมนยับยั้งการหลั่งปัสสาวะ เพราะการดึงน้ำจากปัสสาวะนับเป็นทางที่ง่ายที่สุด
  • ปวดศีรษะ : บางคนจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย โดยจะปวดศีรษะทั้ง 2 ข้าง
  • เกิดรอยคล้ำรอบดวงตา : เนื่องจากลูกตาบรรจุด้วยของเหลวปริมาณมากถ้าร่างกาย เกิดภาวะขาดน้ำก็จะดึงน้ำออกไปจากเนื้อเยื่อบริเวณใต้ดวงตา จึงทำให้เกิดรอยคล้ำเพราะบริเวณรอบดวงตาเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึก ดังนั้นคนเราโดยเฉลี่ยต้องการน้ำวันละประมาณ 40 – 50 cc./น้ำหนักตัว 1 Kg. ถ้าคุณดื่มน้ำมากๆ ผิวหนังจะเต่งตึง ส่วนไตก็จะขับของเสียได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องทำงานหนักมาก ถ่ายอุจจาระได้สะดวก ไม่มีอาการท้องผูก กระแสเลือดไหลเวียนดีทำให้ร่างกายได้รับอาหารและออกซิเจนสมบูรณ์ทั่วทุกอวัยวะ


การดื่มน้ำ ให้เพียงพอลดความอ้วนได้

จากการศึกษาพบว่าการลดปริมาณการดื่มน้ำอาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่การเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำจะทำให้การ สะสมของไขมันน้อยลง การดื่มน้ำน้อยทำให้ไตทำงานหนักจึงส่งผลกระทบการทำงานของตับซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญไขมันสะสม จึงทำ ให้การลดน้ำหนักหยุดลง

การดื่มน้ำให้ถูกวิธี

คือ ดื่มน้ำวันละ 14 แก้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ
  • เวลาตื่นนอนให้ดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว
  • ก่อนอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
  • หลังอาหารทุกมื้อ มื้อละ 1 แก้ว
  • ในเวลา 10.00, 14.00, 16.00 เวลาละ 1 แก้ว
  • ก่อนนอนดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว

เคล็ดลับ

  • ถ้าดื่มในช่วงพระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า ต้องดื่มน้ำอุ่น
  • ถ้าพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้ว ให้ดื่มน้ำเย็นเป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนหลงลืมอิทธิพลของ พระอาทิตย์
    พระจันทร์มานาน ถ้าปฏิบัติได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับร่างกายอย่างเห็นได้ชัด เพราะการดื่มน้ำ สามารถทำลาย
    เชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้โอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้ต่ำ สามารถล้างคราบไขมันตามลำคอ และล้างลำไส้ที่มี
    ความยาว 12 เมตรของมนุษย์ได้


ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการขาดน้ำ

  • ตัวจะหดและเตี้ยลง : เนื่องจากร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำ 70%
  • เจ็บปวดและอักเสบทั่วร่างกาย เช่น ปวดหัว, ปวดคอ, ปวดหลัง, ปวดเอว, ปวดไหล่ และ ไขข้ออักเสบ :
    เนื่องจากร่างกายมีน้ำไม่เพียง พอสารพิษจึงไม่สามารถถูกขับออกได้หมดและสะสมในร่างกาย ซึ่งจะก่อให้เกิดการอักเสบ
  • อ่อนเพลียและเหนื่อยเมื่อยล้าง่าย : เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองติดขัด
  • ท้องผูก : เนื่องจากร่างกายขาดน้ำ ลำไส้ใหญ่จึงพยายามที่จะดูดซึมน้ำจากกากอาหารในลำไส้ใหญ่ให้กลับคืนสู่ร่างกาย คนที่ขาดน้ำจึงมีอุจจาระที่แข็งและขับออกยาก
  • รู้สึกหนาวและร้อนง่าย : เนื่องจากขาดน้ำที่ช่วยในการปรับอุณหภูมิร่างกาย
  • มีระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติ : เนื่องจากขาดน้ำที่ช่วยในการเร่งปฏิกิริยาในการย่อย
  • ระดับฮอร์โมนของร่างกายลดน้อยลง : เนื่องจากขาดน้ำที่ช่วยในการขนส่งฮอร์โมนไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกาย
  • ทุกอวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ : เช่น หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด และระบบประสาท
  • ใบหน้าเหี่ยวย่นดูแก่เกินวัย : เนื่องจากขาดน้ำทำให้ผิวหนังไม่เต็งตึง
  • มีสิวเสี้ยวมาก : เนื่องจากขาดน้ำที่จะใช้ขับสารพิษออกจากร่างกาย
  • มีปัญหาภูมิแพ้ : เนื่องจากต่อมหมวกไตที่ช่วยสร้างภูมิไม่ทำงานเพราะขาดน้ำ
  • มีปัญหาทางด้านอารมณ์ : เนื่องจากระดับฮอร์โมนไม่ปกติเพราะขาดน้ำ
  • มีปัญหาอื่นๆอีกมากมาย : เช่น โรคหืดหอบ โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ ฯลฯ
  • หมายเหตุ : อาการต่างๆเหล่านี้อาจมาจากสาเหตุอื่นๆด้วย ถ้าอาการเหล่านี้ยังไม่หมดไป หลังจากที่คุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอประมาณ 2 เดือน ควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

ดื่มน้ำมากเกินไปให้โทษต่อร่างกายไหม

คำตอบคือ ไม่เลย ยิ่งดื่มน้ำมากเท่าไร ก็ยิ่งดีสำหรับร่างกายมากเท่านั้น นอกจากไตหรือต่อมหมวกไตของคุณทำงานไม่ปกติ ถ้าคุณดื่มน้ำมากร่างกายจะขับน้ำที่เกินออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว บางคนคิดว่าการดื่มน้ำมากๆทำให้อ้วนเป็นความคิดที่ผิดเพราะว่าน้ำไม่มีคลอเรสเตอรอล ที่ไปสร้างไขมันทำให้อ้วนได้ นอกเสียจากถ้าชอบทานอาหารรสเค็มหรือหวานจัด การมีปริมาณเกลือมากในร่างกายทำให้ไตทำงานหนักจนอาจทำงานผิดปกติได้ ไตจึงไม่สามารถขับ
เกลือที่เกินออกจากร่างกาย เกลือส่วนเกินในร่างกายจึงอมน้ำไว้จนตัวบวมจนอาจดูเหมือนอ้วนได้ ส่วนการกินอาหารที่หวานจัดทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำได้ เนื่องจากต่อมหมวกไตทำงานหนักจนอาจทำงานผิดปกติ ดังนั้นถ้าทาน หวานจัด จะมีความรู้สึกหิวน้ำ การเลี่ยงรสเค็มจัด, หวานจัด หรือคาเฟอีนสามารถช่วยให้ไตและต่อมหมวกไตทำงานได้อย่างปกติ